หลังจากได้ดูรายการจับเข่าคุยเมื่อคืนนี้แล้ว เห็นว่าทั้งครอบครัวของคุณวอลเตอร์ แข็งแกร่งและมีความรักต่อกันอย่างมาก ดูไปร้องไห้ไป น้องไซสู้ๆนะลูกนะ
------------------------------------------------------------------------------------------
สวัสดีครับ
นี่ไม่ใช่อีเมล์ขยะ แต่กรุณาอ่านดูก่อนแล้วส่งต่อไปยังทุกๆ คนที่คุณรู้จัก
หากคุณเป็นพ่อเป็นแม่ และ/หรือ
เป็นผู้นำ หัวหน้า และ/หรือ
เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (ผมเองเป็นทั้งหมดดังที่กล่าวมาครับ) ข้อมูลนี้น่าจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคุณ
ตัวผมชื่อ
วอลเตอร์ ลี (Walter Lee) ผมอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็น CEO
ของบริษัทเวนเจอร์เท็ค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ภรรยาของผมชื่อคุณนก
เรามีลูกแสนน่ารักด้วยกัน 3 คน คือ น้องวี น้องมิก และน้องไซ
ครอบครัวของเราอยู่กรุงเทพฯ
น้องไซ ลูกคนสุดท้องตอนนี้อายุ 15
เดือนแล้ว (ผมมักจะเรียกเขาว่า ศาสตราจารย์ตัวน้อยของผม)
เขาเป็นเด็กที่ร่าเริงมาก ตอนที่เขาเกิดมานั้น
เขามาพร้อมกับแขนข้างซ้ายที่สมบูรณ์ 1 ข้าง แขนขวาครึ่งแขน ไม่มีขาขวา
แต่มีขาซ้ายที่ผิดรูปกับเท้าซ้ายที่มีนิ้วเท้าเพียง 3 นิ้ว
ซึ่งไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับข้อต่อ นอกจากนั้นแล้ว
เขาก็น่ารักเหมือนเด็กทารกทั่วไป
เขาทำให้ครอบครัวเรารวมทั้งทางโรงพยาบาล
(ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำในเรื่องนี้ของโลกเลยทีเดียว)
ต้องประหลาดใจอย่างมาก ในวันที่เขาเกิดมาในเช้าของวันที่ 30 กันยายน 2006
(ครับ เราตรวจอันตราซาวนด์แล้ว ตอนที่อายุครรภ์ของนกเข้าสัปดาห์ที่ 18
และตอนนั้นก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ)
3
เดือนแรกหลังจากที่น้องไซเกิดมา เป็นช่วงที่ดึงครอบครัวเราเข้ามารวมตัวกัน
น้องวีอายุ 3 ขวบ น้องมิจอายุขวบเดียว และแม่นก
ซึ่งยังไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองอุ้มท้องน้องไซถึง 9 เดือน
อยู่ภายใต้ความดูแลและคำแนะนำของคุณหมออย่างใกล้ชิด
จะไม่รู้เลยถึงความผิดปกตินี้ ภรรยาผมร้องไห้เกือบตลอดเวลาที่ดูแลลูกๆ
ทั้ง 3 คน
ทั้งหมดที่ผมต้องการคือ ให้ครอบครัวของผมมีความสุข
ผมจะไม่เสียเวลามาช็อคและโศกเศร้าอีกต่อไป
ผมรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ผมจะต้องปลุกจิตวิญญาณของตัวเอง เพื่อเริ่มเดินสู่เส้นทางแห่งการค้นพบ
เข้าไปสู่มิติที่ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อนในชีวิตนี้
ซึ่งน้องไซเป็นคนนำมาสู่ผู้ชายแก่ๆ คนนี้
ก่อนอื่น ผมมีสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จอยู่ 3 ประการ คือ
1. ผมต้องฟื้นฟูจิตใจของนกกลับมา เพราะโอกาสแห่งความสำเร็จจะริบหรี่ลง หากปราศจากเธอ
2. ผมต้องแน่ใจว่าน้องไซลูกน้อยของผมจะเป็นเด็กร่าเริงและมีความสุข
ความสดใสร่าเริงจะนำมาซึ่งการมองโลกในแง่ดี
ถ้าปราศจากการมองโลกในแง่ดีแล้ว การบำบัดรักษาใดๆ
สำหรับน้องไซก็คงมีโอกาสสำเร็จน้อยลง
3. ผมต้องแน่ใจว่า น้องไซไม่รู้สึกสูญเสียสิ่งใดก็ตามที่เขามีสิทธิ์ที่ได้รับ ได้ประสบถ้าเขาเกิดมาพร้อมแขนขาครบสมบูรณ์
นกเลิกร้องไห้ทุกวันหลังจากช่วง
3 เดือนแรกนั้น นกเข้มแข็งขึ้นมาก
และเธอก็รู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะช่วยบำบัดรักษาน้องไซก็คือต้องเยียวยารักษาพวกเราก่อน
เราปรึกษาพูดคุยกันมาก แล้วเราก็เพียรพาน้องไซออกเที่ยวนอกบ้านบ่อยๆ
ไม่ใช่เพราะเราอยากไปเที่ยวชมเมือง
แต่เราต้องการเคยชินกับปฏิกิริยาของคนภายนอกเมื่อมองมายังครอบครัวของเรา
ไม่ว่าจะ สงสัย ประหลาดใจ เห็นใจ หรือรู้สึกปนๆ กัน
การได้ออกไปด้วยกันบ่อยๆ
และพูดคุยกันอยู่เสมอๆ ถึงเรื่องนี้ เป็นวิธีรักษาที่ดีมาก
และเราก็มีความสุขที่จะพูดว่าพวกเราเข้มแข็งขึ้น และค่อยๆ
ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน ผมคิดว่าผมบรรลุความประสงค์ข้อแรกแล้ว
น้องไซเป็นเด็กที่สนุกสนานและมีเรื่องให้เราประหลาดใจอยู่เสมอ
เขาเรียนรู้ที่จะหยิบคว้าสิ่งต่างๆ เขาคลานไปทุกที่ที่เขาต้องการ
เขากลิ้งม้วนตัวเหมือนลูกบอล ว่ายน้ำโดยปราศจากความกลัว ทานอาหารได้สารพัด
หัดพูดด้วยเสียงน่ารักตามประสาทารก เล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับพี่ชายของเขา
คลานขึ้นบันไดด้วยตัวของเขาเอง
นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าผมบรรลุความปรารถนาข้อที่ 2 แล้วเช่นกัน
ตลอดปีที่ผ่านมาเราเดินทางไปยังโรงพยาบาลมากมายหลายแห่งทั่วโลก
เสาะหาผู้ช่วยเหลือจากกลุ่มและองค์กรต่างๆ
ปรึกษาหารือกันผ่านอินเตอร์เน็ทจากทวีปหนึ่งสู่อีกทวีปหนึ่ง
คุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อของเด็กถึงกรณีของน้องไซ
และโอกาสที่เขาจะยืนได้ เดินได้ ครั้งแล้วครั้งเล่าผมถูกบอกให้เพียงอดทน
รอ และเฝ้าดู เขาจะไม่เป็นไรหรอก เพราะอย่างน้อยที่สุด
สมองของน้องไซก็เป็นปกติดี นั่นไม่เพียงพอสำหรับผมหรอก !!
ผมก็รู้อยู่ว่าน้องไซสามารถไปไหนมาไหนด้วยรถเข็น
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ
ผมต้องการให้เขามีทางเลือกที่จะยืนและเดินได้ เมื่อเขาต้องการ
ความปรารถนานี้ของผมจึงนำผมไปสู่การตามหาหนทางที่จะค้นพบวิธีสำหรับน้องไซ
ในประเทศไทยมีผู้พิการมากกว่า
2 ล้านคน ส่วนมากไม่สามารถแม้แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในกระแสหลักของสังคม
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เลือกที่จะเป็นเช่นนั้น ผมว่านะ
ผู้พิการส่วนมากจะหลบเลี่ยงการเข้าสังคม
นั่นเป็นเพราะสังคมหลบเลี่ยงพวกเขา ถือเป็นความโชคร้าย
บางครั้งก็ด้วยความไม่รู้
มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและกล้ามเนื้อเด็กอยู่ท่านหนึ่ง
คือ ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน (Carsten) แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก
ผมรู้จักท่านโดยการแนะนำของคู่สามีภรรยาผู้มีใจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ผมจึงเดินทางไปประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ศาสตราจารย์คาร์ลสเทน และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญบอกกับผมว่า
ด้วยวิธีการรักษาของเขา เขามั่นใจถึง 80 %
ว่าน้องไซจะต้องยืนและเดินได้แน่ พวกเขาพาผมดูการทำงานของเขา
พร้อมกับวินิจฉัยอาการของน้องไซ ว่าเขาควรจะทำอะไร เมื่อไหร่
และอย่างไรในการรักษาน้องไซ สำหรับอนาคตอันใกล้ (ได้แก่ 7 ทรีตเม้นท์ใน 5
ปี เพื่อผลที่แม่นยำของทรีตเม้นท์แต่ละครั้ง
น้องไซจะต้องอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 4 – 6 สัปดาห์)
ผมฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจมากและกลับมามีความหวังใหม่อีกครั้ง นี่แหละ
คือสิ่งที่ผมเสาะหามาตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา
ผมบอกคุณหมอว่าผมต้องกลับเมืองไทยเพื่อไปปรึกษากับภรรยาก่อน
เพราะนี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของครอบครัวเรา
และยังต้องคำนึงถึงการใช้เงินก้อนโตอีกด้วย
ในการรักษานี้นกต้องเดินทางไปอยู่กับน้องไซที่เยอรมนีตลอดการรักษาของเขา
แล้วในช่วงเวลาที่เธอต้องจากบ้านไปล่ะ ใครจะเป็นคนดูแลลูกๆ อีก 2 คนน้องวี
และน้องมิกที่เมืองไทย และในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อ
จะรักษาน้องไซไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
ผมนึกถึงผู้พิการนับล้านคนในประเทศไทย
นี่จะเป็นสิ่งที่พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชาติให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยกระดับคุณค่าของคนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นี่จะเป็นการนำความรู้ทางการแพทย์ซึ่งเยอรมนีได้ก้าวล้ำเราไปหลายปีมายังที่นี่ ที่ประเทศไทย
หากผมสามารถจ่ายค่ารักษาให้แก่วิธีการนี้เพื่อรักษาเด็ก
1 คน
แล้วทำไมขั้นตอนการรักษาตลอดจนรายละเอียดข้อมูลที่มีคุณค่าจะไม่ถูกเผยแพร่ต่อไปล่ะ
เพื่อประโยชน์แก่ผู้พิการนับแสนในประเทศไทยที่สามารถใช้วิธีการนี้ได้
ส่วนผู้ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมากพอที่จะใช้วัตถุดิบสุดยอดอย่างที่ใช้ในเยอรมนีได้
ก็อาจจะใช้ไม้หรือไม้ไผ่ที่เรามีอยู่แล้วที่นี่ สิ่งสำคัญก็คือ
ความเข้าใจและการได้เรียนรู้วิธีรักษานี้
(กรณีของน้องไซซึ่งถือเป็น
1 ในล้าน
เพราะการเจริญเติบโตของแขนขาของเขาเป็นแบบเดาสุ่มและข้อต่อก็ไม่เข้าที่อีกด้วย
ซึ่งเราจะรักษาได้ง่ายกว่ามาก
ถ้าแขนขาช่วงบนหรือช่วงล่างของเขามีข้อต่อเข้าที่) หลักการก็คือ
หากแพทย์ในเยอรมนีมีความมั่นใจถึง 80% ในการรักษาน้องไซ ฉะนั้น
หากในกรณีที่อาการน้อยกว่าน้องไซ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะรักษาให้หาได้มากขึ้น
ผมไม่รู้ว่าจะนำเอกสารเกี่ยวกับการรักษาที่เป็นประโยชน์นี้ไปใช้ในขั้นตอนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคตอย่างไร
ผมจึงเขียนข้อความนี้ขึ้นมา
เพื่อชักชวนให้ทุกท่านเข้ามามีส่วนร่วมกับผมในการที่จะช่วยเหลือผู้พิการนับล้าน.ให้พวกเขาได้มีโอกาสที่พวกเขาเคยไม่ได้รับ
หากคุณหรือองค์กรของคุณผู้มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สถาบันทางการแพทย์ จะสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการบำบัดรักษาน้องไซ
(ซึ่งจะเริ่มในเดือนมีนาคม 2551)
หรือใช้ข้อมูลนี้เพื่อการช่วยเหลือผู้พิการ ได้โปรดติดต่อผม
คุณสามารถติดต่อผมได้ที่ walterlee@ventuna.com
บุญรักษาครับ
วอลเตอร์ ลี และครอบครัว